บทที่ 9 ครอบครัว 3
“เลือกกีฬามาสักอย่างเถอะ พ่อจะพาไป เตะบอลก็ได้ หรือจะว่ายน้ำ?”
ซึ่งข้อเสนอของชวินทร์ทำให้ซัมเมอร์หน้ามุ่ย ก่อนจะหันไปขอความช่วยเหลือจากพู่กลิ่นที่กำลังจัดแจงของชอบของทุกคนให้สามารถหยิบ ตัก ได้อย่างถนัด แต่แทนที่ครั้งนี้คนเป็นแม่จะช่วยเหลือด้วยการเข้าข้าง หากเปล่าเลย เธอกลับเห็นด้วยกับสามีซะอย่างนั้น
“ว่ายน้ำดีกว่าค่ะ ครั้งก่อนเรียนไปไม่เท่าไรก็เลิก คราวนี้ก็เอาให้เก่งเลยแล้วกัน”
“แม่” ซึ่งคนเล็กก็ได้แต่โอดครวญ เป็นที่ขบขันของพี่น้องและพ่อแม่
“บอกให้ไปเล่นบาสฯ ด้วยกัน ก็ไม่ยอม” เด็กชายวัยสิบเจ็ดปี นักบาสเกตบอลของโรงเรียนว่ากล่าวน้องชาย แต่ก็เหมือนเคยนั่นแหละคือได้รับการปฏิเสธออกมาด้วยการส่ายหน้า “ไหนว่าใส่เหล็กเมื่อไรก็ผอมเอง”
คนที่ไม่ต้องใส่เหล็กจัดฟันเหมือนชาวบ้านเอ่ยล้อ แต่แทนที่คนอวยจะโกรธเคืองหรืออับอาย กลับเปล่าเลย เพราะซัมเมอร์กลับเลือกที่จะลอยหน้าลอยตา ราวกับรู้ว่าความเป็น ‘พี่เมอร์’ ของตนสามารถครองใจคนอื่นได้ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าซัมเมอร์มีนิสัยที่ดูคล้ายพู่กลิ่นมากที่สุด น้องเล็กคนนี้จึงกลายเป็นที่รักที่เอ็นดูของคนทั้งบ้าน
ดูเถอะ ขนาดว่าไม่อยากให้ลูกกินของทอด ไม่อยากให้น้องอ้วนไปกว่าที่เป็นอยู่ทุกวัน แต่ทุกคนก็ยังส่งข้าวส่งน้ำบริการ พอเห็นเจ้าอ้วนกินดีอยู่ดีก็พลอยทำให้มีความสุขกัน
หลังจากที่รับประทานอาหารเสร็จแล้ว ชวินทร์ก็ปลีกตัวไปทำงานของตัวเอง ด้านพู่กลิ่นก็ปล่อยให้สี่พี่น้องพูดคุยหยอกล้อกัน ส่วนตัวเธอนั้นก็เดินไปนั่งลงข้าง ๆ สามีเพื่อกระซิบกระซาบ
“คุณพาลูกไปทำฟันนะ เดี๋ยวพู่จะอยู่กับวินด์สักพัก”
เมื่อชวินทร์ได้ยินอย่างนั้นก็เงยหน้ามองภรรยาด้วยความไม่สบายใจ “ท่าทางไม่ดีเหรอพู่?”
“อาจจะมีนิด ๆ หน่อย ๆ ค่ะ อีกสองสัปดาห์ก็จะทำบุญร้อยวัน พู่คิดว่าวินด์อาจจะกำลังคิดมากเรื่องนั้น”
“ผมไม่อยากให้ลูกไปร่วมงานเลย” ผู้เป็นพ่อเอ่ยออกมาด้วยความหนักใจ หากเป็นไปได้เขาก็อยากให้ชวินบุตรตัดขาดจากผู้คนเหล่านั้น “แต่ถ้าลูกจะไป ก็บอกว่าเราสองคนจะไปด้วย เผื่อจะได้ไม่ต้องหนักใจถ้าหากต้องไปเจอพ่อของมาตา”
พู่กลิ่นก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน เธอจึงยิ้มให้กับสามีวัยห้าสิบต้น ๆ ของตน และไม่อายที่จะโน้มตัวไปกอดไปหอม ออดอ้อนเอาใจเหมือนอยู่ในวันวาน เกิดเป็นความสบายใจเมื่ออีกฝ่ายอ้าแขนรับ อย่างน้อยที่สุดหลายครั้งเมื่อชีวิตมาถึงทางตัน ยามเมื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในใจไม่ได้ เธอจะมีชวินทร์เคียงข้างเสมอ
ซึ่งนานวันเข้า คุณแม่ลูกสี่ก็ยิ่งได้รู้ว่าชีวิตของคนที่เป็นแม่ ไม่เคยได้เบาบางลงไม่ว่าลูกจะโตแค่ไหน แล้วดูเถอะ นี่ขนาดแค่ชวินบุตรคนเดียวหัวใจเธอแทบสลาย แล้วถ้าต้องทุกข์ตรมไปพร้อมกับลูกอีกสามคนที่เหลือล่ะ ไม่อยากคิดเลยว่าถ้าในวันนั้นไม่ย้อนกลับไปคืนดีกับสามี และเลิกรากัน ทุกวันนี้เธอจะยืนไหวได้อย่างไร
“พู่ก็ตั้งใจไว้อย่างนั้นเหมือนกันค่ะ”
แม้จะหนักหนาก็ไม่หวั่นที่จะเดินเคียงข้าง ต่อให้ไม่เป็นที่ต้อนรับก็ตาม แต่ไม่ว่าเธอหรือชวินทร์ก็พร้อมที่จะปกป้องลูกรัก ไม่ให้ใครหน้าไหนต้องมาทำร้ายเขา ไม่ว่าจะเป็นร่างกายหรือจิตใจที่แตกสลาย จนไม่เหลือเผื่อไว้ให้ใครก็ตาม
“ไม่เป็นไรครับ วินด์ไปคนเดียวได้... และตั้งใจจะไปคนเดียวด้วย” หากคำตอบของลูกชายที่กำลังนอนหนุนตัก ในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมาก็ทำเอาพู่กลิ่นหน้าเสีย “แม่ไม่ต้องห่วงหรอก วินด์ไม่เป็นไร”
“ทำไมล่ะวินด์ คุณพ่อกับแม่เต็มใจ แล้วอีกอย่างเราก็อยากไปร่วมทำบุญ”
“อย่าเลยดีกว่าครับ”
หากคนเป็นลูกกลับเอ่ยค้าน ดวงตากลมโตที่ถอดแบบจากแม่เหลือบมองเสี้ยวหน้าของท่าน ก่อนจะหันหน้าเข้าหาหน้าท้องอุ่น ๆ ซุกซ่อนใบหน้าอยู่ตรงนั้น “วินด์แค่ไปให้พวกเขาเห็นหน้า ไม่ได้ตั้งใจไปร่วมงานให้ต้องมีเรื่องมีราว”
ซึ่งไม่มีทางที่จะปล่อยให้บุพการีทั้งสองไปเจอหน้าคนบ้านนั้น เพราะไม่แน่หรอกว่าครั้งนี้มันอาจจะหนักหนากว่าทุกครั้ง เนื่องด้วยคนที่เหลืออยู่ของอีกฝ่าย เรียกได้ว่า ‘ไม่เหลือใคร’
และชวินบุตรยังจำวันที่พ่อแม่ของตนถูกด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายได้ ชัดเจนว่าฝ่ายนั้นไม่มีวันให้อภัย และไม่ได้โกรธเคืองแค่เขา แต่รวมไปถึงครอบครัวที่ไม่เกี่ยวข้องอีกต่างหาก ทั้งที่ตั้งใจไปร่วมไว้อาลัยให้ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะบาดหมางกันมานานด้วยเรื่องราวที่ควรลืมไปได้แล้วด้วยซ้ำ หากก็ไม่วายถูกขับไล่ แทบไม่มีใครสนใจด้วยซ้ำว่าพ่อกับแม่ของเขาไปด้วยความรู้สึกที่เห็นอกเห็นใจ
“แต่คุณพ่อกับแม่เป็นห่วงวินด์นะ”
“วินด์ไม่เป็นไรแม่ ไม่เป็นไรจริง ๆ” ... มันกลายเป็นความเคยชินเสียแล้ว กับการสูญเสียที่นำมาซึ่งความเกลียดชังที่เขาไม่ได้ตั้งรับ และไม่ว่าเวลามันจะผ่านมานานเท่าไร ความรู้สึกเหล่านั้นมันก็ยังคงอยู่ มากกว่าเดิมคือย้ำชัด เมื่อเขาไม่สามารถก้าวผ่านจุดนี้ไปได้ และยังคงจมอยู่กับลมหายใจของตัวเองในทุกวัน
“แม่อยากให้วินด์รู้ ว่าครอบครัวยังอยู่ข้าง ๆ” พู่กลิ่นลูบผมนุ่มลื่นของคนที่นอนนิ่งอยู่บนตัก “ทุกคนรักและเป็นห่วงวินด์นะ ถ้าไม่ไหวเมื่อไร ก็ทิ้งตัวมาที่คุณพ่อกับแม่ได้เสมอ”
“ครับ” ... เท่านี้ก็พอ
